[Love Learning ]  [article] ครูตุ้ยแนะแนว - ซีรีย์: เรียนที่ไหนดี? (3/3)

 
 
 


‪ครูตุ้ยแนะแนว‬ - ซีรีย์: เรียนที่ไหนดี? (3/3)

โรงเรียนเอกชนที่มีความหลากหลาย Vs โรงเรียนรัฐที่เน้นวิชาการ

ตอนเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่มักสอนให้เรียนเก่งๆ จะได้รวยๆ อืม...แล้วถ้าเราเรียนไม่เก่งมากหล่ะจะทำยังไง เรายังประสบความสำเร็จได้รึเปล่า หรือจะเป็นอย่างที่เดี๋ยวนี้เค้าพูดๆ กันว่าไม่ต้องเรียนก็ได้ คนเรียนเก่งกลับไม่รวย ไม่เรียนเลยดีมั๊ย อยากขอเล่าประสบการณ์ของตัวเองและที่ได้สังเกตจาก career path ของเพื่อนๆ ให้อ่านในเรื่องนี้ครับ

สมัยเด็กผมย้ายโรงเรียนบ่อยมาก เรียนประถม 3 โรงเรียน ม.ต้นที่อัสสัมชัญธนบุรี (ACT) ม.ปลายที่เตรียมอุดม (TU) ป.ตรี 2 ที่ (เอ็นท์ใหม่) เรียนโทกับเอกอีกอย่างละ 1 ที่ ถ้ารวมอนุบาลด้วยก็เรียนมา 10 ที่พอดี

ในจำนวนนี้ผมมีความทรงจำที่พิเศษกับ ACT และ TU เป็น 2 โรงเรียนที่มี DNA ต่างกันชัดเจน จบมาร่วม 20 ปี ตอนนี้ career path ของผมและเพื่อนๆ ค่อนข้างชัดเจนแล้วและช่วยให้ผมสามารถตอบคำถามด้านบนได้ดีทีเดียว


(‪#‎หมายเหตุก่อนอ่านต่อ‬ บทความนี้เพื่อแบ่งปันให้ผู้อ่านเข้าใจลักษณะพื้นฐานของประเภทโรงเรียน เพื่อแนะนำและเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกที่เรียนของผู้สนใจ ผู้เขียนไม่มีเจตนาเปรียบเทียบว่าโรงเรียนไหนดีกว่า บางอย่างเป็น opinion ไม่ใช่ fact

บทความนี้อิงจากประสบการณ์ของผู้เขียนเพียงประเภทละ 1 โรงเรียน สภาพปัจจุบันมีทั้งคล้ายและต่างกันในแต่ละโรงเรียน บางอย่างอาจเปลี่ยนไป อย่างไรก็ตาม น้องชายผู้เขียนเรียนม.ต้นที่เซนต์คาเบรียล (SG) แล้วต่อที่เตรียมอุดม น้องเพิ่งอยู่มหาวิทยาลัยปี 2 ทำให้ผู้เขียนเข้าใจสภาพปัจจุบันของโรงเรียนประเภทที่กล่าวถึงได้ดีพอสมควร

เพื่อให้อ่านง่ายขอแทนประเภทโรงเรียนสั้นๆ ว่า 'เอกชน' และ 'รัฐ' แต่ขอให้ทราบว่าบทความนี้อิงข้อมูลและประสบการณ์จาก ACT, SG, และ TU ซึ่งเป็นประเภทโรงเรียนตามชื่อเรื่องเป็นหลักครับ)


สภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวก‬
เอกชน - มักมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีกว่า ACT สวยขนาดซีรีย์วัยรุ่นดังเอาเป็น location ถ่ายทำถึง 3 ภาค

รัฐ - โรงเรียนรัฐที่ดังจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ดี แต่บางอย่างอาจปรับเปลี่ยนได้ไม่เหมือนเอกชน เช่น ACT กับ SG ห้องเรียนติดแอร์หมดแล้ว แต่ TU ส่วนใหญ่ยังไม่ติดแอร์ อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนครับ โรงเรียนร่มรื่น น่าเรียน

สภาพการเรียนการสอน‬
เอกชน - จำนวนนักเรียนต่อห้องมาก 50 - 60 เด็กมีความหลากหลาย แต่ปัจจุบันมีการรวมเด็กเก่งไว้ในห้องพิเศษ

รัฐ - จำนวนนักเรียนต่อห้องน้อยกว่า 40 ต้นๆ เด็กผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามาแล้ว ส่วนใหญ่เรียนเก่งมาก

‪‎สภาพสังคม‬
เอกชน - ส่วนใหญ่ฐานะดี ยิ่งถ้าเป็นโรงเรียนเก่าแก่ มีโอกาสที่ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จสูงส่งลูกมาเรียน

รัฐ - มีความหลากหลายมากกว่า สอบเข้ายาก รวยอย่างเดียวเรียนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่ก็ฐานะดีอยู่ดี เพราะการที่จะเรียนดีขนาดสอบเข้าได้ครอบครัวมักมีความพร้อมในการสนับสนุนอย่างเต็มที่ มีโอกาสมีเพื่อนเป็นเด็กต่างจังหวัดเยอะกว่า

‪สภาพจูงใจการเรียน‬
เอกชน - มีทั้งชวนเล่นและชวนเรียน แต่ถ้าจะตั้งใจเรียนจริงๆ ก็เกาะกลุ่มกับเด็กเรียนได้

รัฐ - สภาพมันเรียนจริงๆ TU อยู่ใกล้จุฬาฯ แรงจูงใจสูงมาก ใกล้สอบสนามบาสร้าง อยู่ม.4 เพื่อนอ่านจบม.5 อยู่ม.5 เพื่อนเริ่มตะลุยโจทย์เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว จะไม่ตั้งใจเรียนได้อย่างไร สอบได้คณะยากเป็นเรื่องธรรมดา เจ๋งจริงต้องทุนคิง แต่ไม่ต้องห่วงเรื่องกิจกรรมนะ เรียนเก่งก็สนุกได้ มีกิจกรรมให้ทำตลอด

2 หัวข้อต่อจากนี้ climax

‪ผลการสอบแข่งขันเรียนต่อ‬
เอกชน (ACT) - สอบเรียนต่อคณะเข้ายากได้เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม บางครั้งโรงเรียนถึงกับเอาไปโฆษณา สมัยผมเพื่อนในห้อง 60 คน มีหมอ 1 คน วิศวะ จุฬาฯ (ซึ่งยากมากสมัยนั้น) 1 คน ซึ่งทั้ง 2 คนคือคนที่ไปต่อเตรียมฯ เอกชนที่เก่าแก่และชื่อดังจะมีคนเรียนเก่งมากกว่า เข้าได้หลากหลาย มีทั้งคณะยากและง่าย

รัฐ (TU) - เพื่อนแทบทั้งห้องเข้าคณะยาก ห้องผม 47 คนมีหมอ 15 ทันตะ 6 วิศวะ 15 (ไม่ได้แปลว่าดีเสมอไปนะครับ บ้านเราอ่อนแนะแนว บางคนเลือกเพราะค่านิยมและครอบครัว) รุ่นผมวิศวะ จุฬาฯ 700 เด็กเตรียมฯ 280 รุ่นน้องชาย แพทย์ จุฬาฯ 300 เด็กเตรียมฯ 140

‪การศึกษาต่อขั้นสูงและเส้นทางอาชีพ‬
เอกชน - ส่วนใหญ่เพื่อนเรียนต่อถึงป.โท ไม่มีใครต่อเอก ช่วงแรกทำงานบริษัท หลังๆ ทำธุรกิจส่วนตัวหรือกลับไปช่วยธุรกิจครอบครัว คนที่ทำธุรกิจส่วนตัวมักเป็นธุรกิจที่ไม่ใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น เสื้อผ้า ล้างรถ ร้านอาหาร

รัฐ - คนที่เรียนหมอส่วนใหญ่ต่อเฉพาะทาง ป.เอกด้านอื่นอีก 5 คน หลายคนเป็นอาจารย์ ส่วนใหญ่ทำงานในสายที่ตัวเองจบ คนที่ทำธุรกิจมักเป็นธุรกิจที่ใช้ความรู้เฉพาะทาง เช่น คลินิก บริษัทที่ปรึกษาและออกแบบ

‪‎บทสรุปและข้อคิด‬
- จะเห็นได้ว่าเพื่อนทั้ง 2 โรงเรียนมีเส้นทางอาชีพของตัวเอง ซึ่งมีเหตุผลอยู่ในตัว

- คนที่จบอัสสัมไม่ได้มีจุดแข็งด้านวิชาการ เป็นการยากที่จะโตไปในองค์กรที่มีการแข่งขันสูง หลายคนมีฐานะดี มีกิจการครอบครัวอยู่แล้ว จะทิ้งไปได้ยังไง คนที่จบเตรียมฯ มีความรู้ความสามารถเฉพาะทางสูง คนเหล่านี้มีรายได้และความมั่นคงที่ดี แรงจูงใจในการเสี่ยงออกมาทำธุรกิจน้อยกว่า

- เพื่อนทั้ง 2 โรงเรียนส่วนใหญ่มีชีวิต หน้าที่การงานที่ดี ไม่เคยได้ยินว่ามีใครลำบากเลย นั่นเป็นเพราะว่าเค้าเป็นคนมีคุณภาพ มานะและเก่งในด้านของตน

- เพราะงั้นพ่อแม่ไม่ควรยัดเยียดให้ลูกเป็นในสิ่งที่เค้าไม่ได้เป็น คนมีทักษะด้านค้าขายไม่ควรถูกบังคับให้เป็นหมอ พ่อแม่มีหน้าที่ให้การศึกษาที่ดีแก่ลูก แต่ไม่ใช่ให้ลูกทำความฝันพ่อแม่ให้เป็นจริง

- โรงเรียน สภาพแวดล้อม สังคม และเพื่อนมีส่วนกำหนดอาชีพของเด็กในอนาคต โรงเรียนดีเป็นที่รวมของคนเก่งในด้านต่างๆ ก่อให้เกิดการแข่งขันและพัฒนาตนเอง การเรียนดีเป็นการฝึกความคิด วินัยและความรับผิดชอบ

- การเรียนดีไม่ได้การันตีความสำเร็จแต่เป็นตัวช่วยเพิ่ม 'ความน่าจะเป็น' ที่จะสำเร็จ ตัวเลขไม่หลอกใคร รายได้เฉลี่ยผู้มีการศึกษาสูงสูงกว่าผู้ด้อยการศึกษา (ดูรูปด้านล่างประกอบ)



- การมีการศึกษาที่ดียังช่วยเป็น '‎ประกันของชีวิต‬' ให้ด้วย สิ่งที่ครอบครัวสนับสนุนเราได้ในวันนี้อาจไม่อยู่กับเราตลอดไป

สุดท้ายนี้อยากขอให้ผู้ปกครองและนักเรียนพยายามอย่างดีที่สุดในการศึกษาและการสอบเข้า แต่ไม่อยากให้เครียดจนเกินไป เรื่องที่เล่านี้ได้บอกในตัวแล้วว่าแต่ละคนมีทางเดินของตน มีจุดเด่นที่ต่างกันไป สอบเข้าได้เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่สอบไม่ได้ไม่ใช่ความล้มเหลวของชีวิต ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนครับ

ขอบคุณครับ

เรียนที่ไหนดี? (1/3) - หลักสูตรไทย Vs อินเตอร์ (ระดับมหาวิทยาลัย)
เรียนที่ไหนดี? (2/3) - หลักสูตรไทย Vs English Program (EP) Vs International Program (IP) (ระดับมัธยม)

เกี่ยวกับผู้เขียน

อ่านเรื่องราวดีๆ ในห้องเรียนเพิ่มเติม




ที่มา:
https://www.washingtonpost.com/…/the-obama-administrations…/
http://www.bbc.com/news/business-32397212

เครดิตภาพ: www.reurnthai.com
Post by : RTDiary บันทึกของครูตุ้ย

บันทึกของครูตุ้ย RTDiary “การศึกษาเป็นประกันของชีวิต เพิ่มความน่าจะเป็นในการสำเร็จ ลดความเสี่ยงในการล้มเหลว” www.facebook.com/rtdiary Line ID: tui-ronnachai


- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles