[Mother and Baby ]  [article] กว่าจะเป็นเด็กนมแม่ ตอนที่ 2 (Breastfeeding Episode 2)

 
 
 
มาต่อๆๆๆกันจากคราวที่แล้ว ที่น้องกลับจากการนอนห่างจากอกแม่ 1 คืนเพื่อโดนส่องไฟ และหลังจากเกดพาไปพบคุณหมออีกท่าน เพื่อยืนยันว่า น้องสามารถทานนมแม่ต่อไปได้ โดยไม่ต้องเสริมนมผง
 
คราวนี้ก็มาดราม่า
"เรื่องการให้นมน้อง"
 
จากที่เกริ่นคราวที่แล้วว่า เกดให้นมลูกตามตำราเป๊ะๆ แต่ทำมั๊ย ทำไม?? น้ำหนักน้องถึงไม่ขึ้นตามเกณฑ์
อีกทั้ง ทำไมการให้นมถึงเป็นความทรมานอย่างสุดชีวิตแบบนี้? เจ็บแบบจิกหมอนเลยนะคะ

ดังนั้นสิ่งแรกที่เกดเลือกทำคือ 

1. หาข้อมูลด้วยตัวเอง (ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)
    1.1 หาข้อมูลจาก internet และพยายามหาตัวช่วยเพิ่มให้ได้เร็วที่สุด หลังจากที่อ่านมาหลายๆที่ ก็พบว่า "Nipple Shield" อาจจะเป็นตัวช่วยแรก 
เค้าบอกว่า มันจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ เพราะเป็นซิลิโคน (Silicone) นิ่มๆ ลดอาการเสียดสีช่วงการดูดนมได้บ้าง 
เกดจึงฝากให้พี่ชายไปซื้อมาจาก Central แผนกเด็ก พี่ชายก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เที่ยวเดินไปถามพนักงานโชว์รูปให้ดู ถามยี่ห้อไหนดีและบึ่งรถกลับมาส่งของให้น้อง (ตอนนี้มานึกดู ก็แอบสงสารพี่ อารมณ์แบบรู้สึกเหมือนฝากให้ผู้ชายวิ่งไปซื้อผ้าอนามัยให้  ><') 

ต่พอลองเอามาใช้ไป 2-3 วัน ความเจ็บโครต จิกกัดหมอน ก็ยังคงอยู่ดีไม่มีหาย :24: 
เลิกๆๆสิคะ เพราะอ่านมาต่อว่า ถ้าใช้นานๆจะอับชื้นก่อโรค และถ้าทำความสะอาดไม่ดี ก็มีโอกาสติดเชื้อทั้งน้องและแม่อีก (ไม่ได้บอกว่า Nipple Shield ไม่ดีนะคะ เพียงแต่ไม่เหมาะกับการแก้ปัญหาของเกดในตอนนั้น)

    1.2 มีพี่ที่รู้จักแนะนำ Clip Youtube มาให้ดู เรียนรู้วิธีให้นมด้วยตัวเอง



มีประโยชน์มากๆเลยคะ ดูแล้วดูเล่า เกือบจะร้อยครั้ง snapshot รูปมาเยอะมาก ศึกษาทุกมุม ทุกองศา 
แปะอีกอัน version ภาษาอังกฤษ


พอดูวิธีที่ลูกเราดูดนมหรือ "Latch on" ก็เห็นว่า มันก็เหมือนในรูปนี่นา....
 
แต่ว่า ไม่ว่าพยายามจะทำตามอย่างไรหรือปรึกษาใครต่อใคร
ก็ยังไม่มีอะไรมาช่วยลดความเจ็บปวดของเกดได้เลย
อนนั้นเริ่มรู้สึกเหมือนอยู่ตัวคนเดียว ไม่มีใครเข้าใจ แม่ตัวเองก็ไม่เข้าใจเพราะไม่เคยให้นมลูกมาก่อน   ถามใครก็บอกว่า
“ไม่เจ็บ สบายยยย ชิวววว มันคือช่วงเวลาแห่งความสุข"
แต่ทำไมของเกดมันกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์?  

มองหน้าลูกทุกครั้งนั้นผ่านน้ำตาที่คลออยู่เสมอ กลัว ผวา ตกใจทุกครั้งที่ได้ยินเสียง “เอะ…” ของลูก 
เอ....หรือ
อาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นกำลังเผชิญกับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ผ่านช่วงเวลาของ “Baby Blues” หรือที่เรียกว่า Postnatal Depression
ตอนนั้นสังเกตุได้ว่ามีอาการประมาณ (ยกตัวเอย่างเช่น)
-          เครียด และเศร้าอยู่ตลอดเวลา
-          ไม่มีความสุข ไม่สนใจในสิ่งต่างๆรอบตัว
-          ไม่มีแรง ไม่สดใส ตลอดทั้งวัน
(คุณแม่ๆที่เพิ่งคลอดใหม่ๆ ลองสังเกตอาการตัวเองว่า มีอาการร่วมเหมือนเกดมั้ยนะคะ ถ้ามีก็รีบปรึกษาคุณหมอหรือพูดคุยกับสามี คนรอบข้าง เพื่อที่จะได้เพิ่มกำลังใจ แรงกายให้กลับมาเป็นคนเดิมนะคะ)

จำได้ว่า ลืมเรื่องความผูกพันระหว่างแม่และลูก ความรักความอบอุ่นที่แม่ควรจะให้กับลูกไปเลยอะ  รูปลูกแทบจะไม่ได้ถ่าย ไม่ค่อยได้อุ้มเค้าด้วยความรัก แต่ต้องอุ้มเพราะความจำเป็น  มีแต่ความกลัว ความไม่เข้าใจ และความทรมานที่มันครอบคลุมอยู่  
ความเครียด ความกดดันนี้ทำให้น้ำหนักหลังคลอดของ
เกดลดไป 8 กิโลกรัม ภายใน 8 วัน
และลดลงมาเรื่อยๆ

เอาไงดี? จะไปต่อหรือเลิกดี?

.....ยัง ยังๆๆๆๆสิ.....

ด้วยความที่เป็นคนที่แน่วแน่กับสิ่งที่ตัวเองต้องทำให้ได้ (+ กับความมาโซคิสม์ (Masochism) ของตัวเองเป็นทุน 5555) ทำให้ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ

"ฮึดเว้ยยยยย"

สิ่งที่สองที่เกดตัดสินใจทำ คือหาหมอ

2. เอาวะ ลองอีกทีไปปรึกษาโรงพยาบาลเด็กแห่งหนึ่งที่มีชื่อ พบหมอเด็ก 2 ท่าน
ตรวจดูและพบว่า หัวนมแตกจริงๆ และใกล้เสี่ยงต่อการทำให้เต้าอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อ

คุยไปคุยมา ก็สรุปว่าท่าให้นมของเกดนั้นผิดแน่ๆ ทำให้น้องอมไม่ลึกไปถึงลานนม ต้องไปเรียนกับพี่พยาบาลใหม่อีกครั้ง พร้อมจ่ายยาทาฆ่าเชื้อ
เกดก็ตั้งใจเรียนมากด้วยความหวังว่าจะช่วยทำให้ความเจ็บมันหายไป
สิ่งสำคัญที่ทางพี่นางพยาบาลแนะนำคือ คุณแม่ต้องสามารถให้นมน้องได้โดยไม่ต้องใช้หมอนให้นมนะคะและต้องใช้แขนและข้อมือพยุงหัวน้อง น้องจะได้ใกล้ชิดกับอกแม่มากขึ้น"

Cr. Freedigitalphotosnet

ท่าประมาณนี้ (เรียกว่า Cradle Position --> ไว้มาเล่าอีกทีตอนหน้าๆนะคะ)
เอาหล่ะสิ....หมอนให้นม ถูกเก็บไป ข้อมือ ข้อแขน พร้อม!!.....
เกดทำตามอย่างเป๊ะๆ   แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ......อีกหนึ่งดราม่าความเจ็บปวด

 
"ข้อมืออักเสบคะ"
ปวดมากกกก เพราะเกร็งสุดชีวิต

คือด้วยความที่เป็นคนข้อมือเล็ก แขนเล็ก ต้องคอยพยุงหัวน้องไม่ให้โยกเยก + กับต้องรอจังหวะ "อ้าปากกว้างๆ" เล็งมันดีๆๆๆ แล้วก็จับเข้าเต้า เอาให้ชิดอก...อมลึกจะได้ไม่เจ็บ
โอ้ว พระเจ้า......
เหมือนจะง่ายยยย แต่ไม่เลยคะ..... มันเกร็งไปหมด....ทุกครั้งที่ให้นมที่มือและแขนสั่นๆๆๆ  ตกดึกต้องทายานวดคลายเส้นตลอดๆ
ด้วยความที่เป็นคนอุปกรณ์ดีเด่นคะ จึงถอย Wrist Support มา 1 คู่  เอารูปมาให้ดูคะ ว่าใส่จริงอะไรจริง และปวดจริงๆๆนะ
รูปนี้คือตอนเพื่อนมาเยี่ยมหลานครั้งแรก เค้ามีน้ำใจถ่ายรูปครอบครัวให้  ในรูปมีติดตัว Wrist support สีดำมาด้วย..ฮาาาาาา..
เกดดูแมนมากๆๆ เหมือนไปออกกำลังกายมา ยกเวทผิดท่าไปนิด 
(ถามว่าตอนนั้นอายมั้ย?  บอกเลยว่า "ไม่คะ" ได้แต่ท่องไว้ ความเจ็บปวดเอยจงหายไป)

เฮ้ออออ....
แต่แล้วWrist Support ก็ไม่สามารถตอบโจทย์  นิ้วมือ/ข้อมือก็ยังคงปวดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
พอไป follow-up กับคุณหมอ เกดแจ้งอาการปวด พี่นางพยาบาลแนะนำให้ซื้อ Thumb Brace (รูปด้านล่าง) ที่มีจำหน่ายทีโรงพยาบาลตัวนี้จะช่วยได้มากขึ้น จึงถอยมาอีกชิ้น (อย่าถามนะคะ ว่าเสียเงินไปเท่าไหร่ คิดซะว่าเป็นค่าวิชาความรู้)


ลองจินตนาการ
ตามนะคะ พอจะให้นมน้องที ก็ต้องมานั่งพันไอ้ตัวนี้กับนิ้วและข้อมือ ทำอะไรไม่สะดวกเลยจริงๆ แล้วด้วยความที่เป็นคนนิ้วสั้น ทำให้หัวมุมตัว support ตรงนิ้วยื่นไปโดนผิวน้องอีกแหนะ เรื่องเยอะเวอร์อะ ยิ่งเจอยิ่งหงุดหงิด

(พอย้อนมองกลับไป แอบนึกขำตัวเอง ปัญหาเล็กมาก แต่แก้ไม่ตรงจุดเลยจริงๆๆๆ)

++++++++++++++++++++++
อนนั้นก็ปาเข้าไปวันที่ 19 แล้วหลังจากน้องคลอด (เอิ่ม...แค่วันที่ 19 เองเหรอ??? อ่านมาเหมือนออกรบมาเป็นปีปะคะ??)
ทั้งสามีและแม่ก็บอกว่า ให้เลิกให้นมลูกเหอะ
ตัวเกดเองก็ท้อ ไม่ไหวแล้ว ร้องไห้ตลอดเลย ผอมลงแบบโทรมๆ ไม่ดูแลตัวเอง อึดอัด หงุดหงิด ยิ่งตอนนั้นยังอยู่ในช่วงอยู่เดือน อาบน้ำก็ไม่ได้ สระผมก็ไม่ได้  สงสารคุณสามีมาก เพราะต้องทนกับผู้หญิงเน่าๆเหม็นๆคนนึงที่ไม่เหลือ"ซาก"ความเป็นตัวของตัวเองเลย

อีกทั้งยังจำประโยคสำคัญคุณแม่ของเกดพูดว่า
"แม่รู้ว่าเกดรักลูกของลูก เค้าเป็นหลานแม่ แต่นึกถึงใจแม่บ้างมั้ย แม่ก็รักลูกของแม่เหมือนกัน เห็นลูกตัวเองทรมานแบบนี้ คิดว่าแม่จะไหวมั้ย??"

เงียบ...

ซึ้งและอึ้งในความรักของแม่...เศร้า....สับสน
งั้นก็เลิกเหอะ
แต่แล้ว
ก็มีเสียงสวรรค์ โทรมาหา….
 
“เกด ลองไปคลีนิกนมแม่ที่ศิริราชดูนะ พี่ไม่อยากให้เกดเลิกให้นมแม่เลย เพราะมันดีจริงๆ
เกดลองโทรไปดูนะ”

 
.......เสียงสวรรค์นี้จะทำให้ความเจ็บปวดหายไปได้อย่างไร? จะมีดราม่าอะไรอีกมั้ย?
ไว้มาติดตามตอนต่อไปนะคะ กับ  "กว่าจะมาเป็นเด็กนมแม่ ตอนที่ 3"

ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนมาถึงตอนนี้นะคะ 


#MomPreneur  #GadeMomPreneur

ติดตามกันเพิ่มเติมที่
www.facebook.com/MompreneurByGade

 
Post by : momprenuer

พักจากงานควบคุมคุณภาพการผลิตยา มาดูแลคุณภาพชีวิต และเป็น…. A Mompreneur who has just realized that “my life had just began when I had the baby” “ลูกคือจุดเริ่มต้นของชีวิต” #GadeMompreneur  #GadeParentingStyle

ติดตามกันเพิ่มเติมที่
www.facebook.com/MompreneurByGade


- Goto Top -
Lastest Update
 
Other Articles